ตอนที่ 7: วิชาที่ชอบ จากนิสิตสาขาวิชาภาษาเพื่อการสื่อสาร (หลักสูตรนานาชาติ)
- PRSWU Community
- Jun 15, 2022
- 1 min read

สวัสดีครับทุกคน
ผมเป็นนิสิตคณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาเพื่อการสื่อสาร (หลักสูตรนานาชาติ) หรือที่บางคนรู้จักในชื่อ LCC วันนี้ผมจะมาเล่าเกี่ยวกับวิชาที่ชอบและความทรงจำดี ๆ ในช่วงที่กำลังเรียนอยู่ครับ ผมคิดว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมชอบวิชาที่เรียนคือ อาจารย์ผู้สอน เพราะท่านสามารถถ่ายทอดความรู้ที่ยากและซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่าย สามารถย่อในส่วนที่ยาว และขยายความในส่วนที่สั้นให้นิสิตเข้าใจ ตลอดจนสอดแทรกความรู้เพิ่มเติมของวิชานั้น ๆ ให้เข้าใจมากขึ้น ผมโชคดีมากที่ได้พบครูที่ดี ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒแห่งนี้ครับ
[ความทรงจำตอนเรียน]
หลักสูตรที่ผมเรียน เป็นวิชาเอกคู่ภาษาอังกฤษและภาษาเยอรมันครับ ต้องเรียนภาษาเยอรมันซึ่งยากมาก สำหรับผมที่ไม่มีพื้นฐานเลยก็ต้องเริ่มเรียนตั้งแต่ต้น โชคดีที่พอมีความรู้ภาษาอังกฤษอยู่บ้างเลยทำให้สามารถเรียนได้ เพราะภาษาเยอรมันจะมีบางส่วนที่คล้ายกับภาษาอังกฤษ เช่น ตัวอักษร และคำศัพท์บางคำที่เมื่อเห็นแล้วสามารถเดาได้ทันทีว่าอ่านออกเสียงว่าอย่างไร หมายถึงอะไร ตัวอย่างเช่น Ich esse Reis. (I eat rice.) หรือ Ich habe einen Apfel. (I have an apple.)
ภาษาเยอรมันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หนึ่งในนั้นคือการที่คำนามจะขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ และคำนามมีเพศ (Artikel) แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือบุคคลที่ผมเคารพและชื่นชอบก็เป็นผู้ใช้ภาษาเยอรมัน เช่น Albert Einstein นักฟิสิกส์ทฤษฎีผู้เป็นที่รู้จักทั่วโลกจากทฤษฎีสัมพัทธภาพ Hermann Hesse นักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม และ Karl Adolph Gjellerup นักเขียนชาวเดนมาร์กที่มีผลงานในภาษาเยอรมัน (ทั้งสามคนนี้ล้วนได้รับรางวัลโนเบล) บุคคลเหล่านี้มีประวัติและผลงานที่น่าสนใจ การที่เราเรียนรู้ภาษาเยอรมัน จะช่วยให้เราเข้าใจในภูมิหลังชีวิต วิถีคิด และผลงานของพวกเขามากขึ้น อีกทั้งยังได้เทียบเคียงกับภาษาอังกฤษซึ่งมีความคล้ายคลึงกันด้วย
[สิ่งที่อาจารย์สอน]
เท่าที่นึกย้อนไปได้ ช่วงที่เรียนนั้นผมไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการเรียนด้วยตนเองเลย เพราะภาษาเยอรมันนั้นยาก และอาจน่าเบื่อในบางครั้ง แต่เมื่ออยู่ในห้องเรียน ได้รับการสอนจากอาจารย์ ผมก็เริ่มสนใจภาษาเยอรมันมากขึ้น เช่นในวิชาภาษาศาสตร์ อาจารย์เป็นผู้ที่มีความรู้ และศึกษาวัฒนธรรมเยอรมันมาเป็นเวลานาน ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จากสิ่งที่ท่านสอน เช่น การสะกดคำ การออกเสียงภาษาเยอรมัน นอกจากนี้หากต้องการรู้อะไรที่เกี่ยวกับภาษาหรือวัฒนธรรมเยอรมันก็สามารถถามอาจารย์ท่านนี้ได้ทุกเรื่อง
ตอนปี 4 เทอม 1 ผมได้เรียนเกี่ยวกับมารยาททางธุรกิจในวัฒนธรรมเยอรมัน ทำให้ได้ทราบว่าคนเยอรมันเป็นคนตรงต่อเวลา และตรงไปตรงมาแม้จะเป็นการให้คำวิจารณ์ในเชิงลบ นอกจากนี้ผมยังได้ฝึกแปลและเขียนจดหมายเป็นภาษาเยอรมัน ย้อนกลับไปตอนช่วงปี 3 ผมได้เรียนเกี่ยวกับการอ่านและวิเคราะห์ อาจารย์ท่านนี้เป็นผู้สังเกตว่าผมสนใจการอ่านหนังสืออื่นที่นอกเหนือไปจากตำราเรียนในห้องเรียน เช่น นวนิยายของ Hermann Hesse หรือผลงานเขียนของบุคคลที่น่าสนใจ เช่น ปรัชญาของ Friedrich Nietzsche อาจารย์จึงได้พูดคุยให้ความรู้ ตลอดจนให้หนังสือ และบทความทางวิชาการมาให้ผมอ่าน ผมขอขอบคุณอาจารย์ท่านนี้มาก ไม่อย่างนั้นผมคงต้องอยู่ในความรู้สึกโดดเดี่ยวที่คิดว่ามีแค่ผมคนเดียวที่อ่านผลงานเหล่านั้น เพราะแม้จะเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ แต่ก็มีน้อยคนที่จะมาพูดคุยเรื่องเหล่านี้ด้วยกัน
ในวิชาภาษาเยอรมันเพื่อธุรกิจ และแปลภาษาเยอรมันขั้นพื้นฐาน ผมมีความสุขในการเรียนมาก ต้องขอบคุณอาจารย์ท่านนี้ ท่านเป็นครูที่ใจดี อ่อนโยน และมีความยืดหยุ่นในการสอน เช่น การพูดภาษาเยอรมันหรือการตอบคำถามไม่จำเป็นต้องยึดตามหลักทั้งหมด เพียงแค่ฟังหรืออ่านแล้วเข้าใจก็ได้คะแนน ด้วยเหตุนี้บรรยากาศในการเรียนจึงสบาย ๆ ไม่เคร่งเครียด ส่งผลให้สามารถเรียนรู้ ส่งงาน และทำข้อสอบได้ดี ผมจำได้ว่าเนื้อหาที่เรียนตอนนั้นค่อนข้างยากและซับซ้อนอยู่พอสมควร คำศัพท์ก็แปลกตา ซึ่งอาจเป็นเพราะผมไม่ค่อยคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ แต่สุดท้ายผมก็สามารถผ่านมันไปได้
วิชาสุดท้ายที่ได้เรียนกับอาจารย์ท่านนี้คือการแปลภาษาเยอรมันขั้นพื้นฐาน ซึ่งก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น ได้ฝึกแปลประโยค ข้อความ บทความ และงานสุดท้ายของวิชานี้คือ ให้นิสิตทุกคนได้นำเสนอการแปลเนื้อเพลง ซึ่งเป็นงานที่น่าสนใจและสนุกมาก สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมได้เรียนรู้จากอาจารย์ท่านนี้คือความเมตตากรุณาครับ เพราะผมคิดว่าในการเรียน ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดเอาเป็นเอาตายกับการจดจำบทเรียน แต่เราควรรู้จักการยืดหยุ่น อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ แม้เนื้อหาในบทเรียนจะยากและซับซ้อน แต่หากครูผู้สอนเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในตัวบทเรียนและธรรมชาติของผู้เรียนก็จะสามารถถ่ายทอดความรู้ให้นิสิตเข้าใจได้ง่าย ซึ่งนี่ถือเป็นความสามารถที่นอกเหนือไปจากความเฉลียวฉลาด เพราะไม่ใช่ทุกคนที่เก่งในสาขาวิชานั้น ๆ แล้วจะเป็นครูที่ดีได้ นอกจากนี้อาจารย์ท่านยังเป็นคนละเอียดอ่อนมาก กล่าวคือ การใช้คำในภาษา แม้แตกต่างกันเพียงคำเดียวก็อาจทำให้ความหมายเปลี่ยนไปได้ เวลาท่านตรวจการบ้านเราก็จะได้เรียนรู้ในส่วนนี้จากท่านครับ
ช่วงแรกที่เริ่มต้นใช้ชีวิตในมหาลัย ผมขอสารภาพว่าผมไม่ค่อยตั้งใจเท่าไหร่ มาเรียนสายประจำ อีกทั้งยังเรียนรู้ได้ช้ากว่าเพื่อน ต้องอาศัยการทบทวนซ้ำหลายรอบ แต่บุคคลที่ทำให้ผมคิดอยากปรับปรุงแก้ไขสิ่งไม่ดีในตัวเองคืออาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านสอนวิชาเยอรมันเพื่อการสื่อสาร ในช่วงที่ผมเรียนอยู่ปี 2 ผมได้ความรู้และทักษะการใช้ภาษาจากอาจารย์ท่านนี้เยอะมาก สามารถอ่านและพูดภาษาเยอรมันได้มากขึ้น ท่านเป็นคนใจดี ไม่โกรธหรือถือสาผู้ที่ทำผิด แต่เตือนด้วยจิตเมตตา อีกทั้งท่านยังเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนิสิต เป็นอาจารย์ที่ให้มากกว่าความรู้ นั่นคือ สั่งสอนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตผ่านการกระทำของตัวท่านเอง มีคำพูดหนึ่งที่ผมจำได้ ท่านสอนว่า เราต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการมากกว่าที่จะลัดไปเอาผลลัพธ์ ซึ่งก็สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เราต้องทำเหตุในปัจจุบันให้ดี แล้วผลที่ตามมาก็จะดีเอง เพียงแต่มันต้องใช้เวลา ความอดทน และการกระทำที่สม่ำเสมอต่อเนื่องในการสั่งสม ค่อยเป็นไป ไม่ว่าจะเป็นความรู้ความสามารถหรือพฤติกรรมที่ดีก็ตาม
วิชาสุดท้ายที่เรียนกับท่านคือ วิชาการเขียนเยอรมันเชิงสร้างสรรค์ เป็นช่วงเวลาที่สนุก ได้ใช้ความคิดและจินตนาการในการเขียน เพราะสามารถเขียนได้อย่างอิสระ (เหมือนได้ฝึกเขียนนิยายไปในตัว) ผมสามารถเขียนบรรยายสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบได้มากขึ้นหลังจากเรียนวิชานี้จบครับ
ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ ผมได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งคือ ความรู้กับความเข้าใจที่ต้องอาศัยประสบการณ์นั้นต่างกัน นอกจากความรู้ในตำราแล้ว การที่เราให้เวลากับอะไรสักอย่าง ศึกษาเพื่อสั่งสมความรู้ และใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาษา วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิต จะทำให้เรามีความชำนิชำนาญในด้านนั้น ๆ เป็นผลตอบแทนที่ได้จากความรักและความพยายามที่ไม่หยุดพักเพื่อจะพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้นไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องสำนึกในบุญคุณของอาจารย์ เพราะหากปราศจากความช่วยเหลือจากบุคคลเหล่านี้ ชีวิตของเด็กคนหนึ่งก็อาจไปไม่ได้ไกล หรือเดินผิดทาง อาจารย์ท่านสามารถชี้แนะให้เราได้เห็นตนเองในมุมอื่นที่เราอาจไม่เคยเห็น ทำให้เราสามารถพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นได้ สุดท้ายนี้ผมคิดว่าเราควรตั้งใจทำงานที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด ควรเพียรตั้งแต่วันนี้ เพราะเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าพรุ่งนี้เราจะป่วยหรือเกิดเหตุกะทันหันอะไรที่ทำให้ไม่สามารถทำงานนั้นให้สำเร็จได้ ดั้งนั้นผู้ที่เห็นคุณค่าของวันนี้เท่านั้นจึงจะเป็นผู้ที่สามารถทำทุกวันให้ได้ดี




Comments